2. พัฒนาการและภาพรวมของปรัชญาตะวันออก

ปรัชญา ตะวันออก หมายถึง แนวคิดเชิงปรัชญาในดินแดนเอเชีย ซึ่งในอดีต อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองตั้งแต่โบราณแบ่งกว้าง ๆ ได้สองแนว คือ ปรัชญาอินเดีย และ ปรัชญาจีน (หรือเรียกว่าปรัชญาแห่งแม่น้ำสินธุ/คงคา กับปรัชญาแห่งแม่น้ำฮวงโห/แยงซีเกียง)

สองอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่ อดีตในซีกโลกตะวันออก (ทวีปเอเชีย) ได้แก่ อินเดียและจีน ถือเป็นแหล่งกำเนิดของภูมิปัญญาตะวันออก (ปรัชญาตะวันออก) นักปรัชญาตะวันออกสนใจความเป็นจริงเช่นเดียวกับนักปรัชญาตะวันตก แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของปรัชญาตะวันออก คือ ความสนใจต่อความเป็นจริงเพื่อการปฏิบัติตนมุ่งสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับความ เป็นจริง นี่เองที่ผู้ศึกษาปรัชญาจึงมีความคิดว่าปรัชญาตะวันออก (โดยเฉพาะปรัชญาอินเดีย) เป็นปรัชญาชีวิต เพราะแนวคิดทางปรัชญาที่ค้นคิดขึ้นได้นั้น มีการนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน โดยลักษณะดังกล่าวนี้ปรัชญากับศาสนาของอินเดียจึงมักไปด้วยกันเสมอ” (สุนทร ณ รังษี, 2521: 2)

2.1 ปรัชญาอินเดีย

2.1.1 บริบทและพื้นฐานของปรัชญาอินเดีย

ชน เผ่าอารยัน (Aryan) เข้มแข็ง ฉลาด ได้เข้ามายึดครองดินแดนชมพูทวีปที่กว้างใหญ่และมีชนพื้นเมืองหลายเผ่าพันธุ์ เมื่อชนเผ่าอารยันเข้ามายึดครอง และมีการสร้างอารยธรรม โดยน่าจะมี/ใช้คัมภีร์ เรื่องเล่า/บันทึกประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ/ความเป็นจริง สูงสุด ซึ่งมีชื่อ คัมภีร์พระเวทมาเป็นต้นแบบและการจัดระบบการดำเนินชีวิตในสังคม คัมภีร์พระเวทในระยะแรกยังคงมีลักษณะเป็นวิญญาณนิยม (คัมภีร์พระเวทมีลักษณะเป็นตู้หนังสือ เหมือนพระคัมภีร์ของศาสนาคริสต์/ไบเบิ้ล) มีบันทึกว่ามีเทพเจ้ามากมาย แต่มีพูดถึงเทพสำคัญๆ สามองค์ (สมัคร บุราวาศ, 2544) ได้แก่ พระอินทร์ พระอัคนีและพระวรุณ (ต่อมาพัฒนาการเป็น ตรีมูรติ/Trimurti” คือ พระพรหม พระวิษณุ และศิวะ ในศาสนาฮินดู)

ปรัชญาอินเดียทุกระบบ ล้วนได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์พระเวททั้งสิ้น หลังยุคพระเวทเราอาจแบ่งระบบปรัชญากว้าง ๆ ได้สองแนวคือ

ก. แนวนาสติกะ (Heterodox) คือ แนวคิดที่มีลักษณะที่สอนตรงข้ามกับสิ่งที่พระเวทสอน มีสามแนวคิดสำคัญคือ จารวาก (Carvaka) ปรัชญาเชน (Jainism) และพุทธปรัชญา (Buddhism) ซึ่งถือว่าได้รับอิทธิพลจากพระเวทโดยอ้อม เพราะได้สร้างปรัชญาขึ้นมาขัดแย้งกับพระเวท

ข. แนวอาสติกะ (Orthodox) คือ แนวคิดที่ดำเนินตามและอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่พระเวทสอน เชื่อเรื่องพระเจ้าหรือเชื่อเรื่องความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท ประกอบด้วยแนวปรัชญา 6 สำนัก ซึ่งถือว่าได้รับอิทธิพลจากพระเวทโดยตรง (สางขยะ /Sankhya เวทานตะ /Vedanta โยคะ /Yoga มีมางสา /Mimamsa) นยายะ /Nyaya ไวเศษิกะ /Vaiseshika)

มีการแบ่งปรัชญาอินเดียออกเป็นสองยุค คือ ปรัชญาอินเดียโบราณ (ขยายความหรือต่อต้านพระเวท) กับปรัชญาอินเดียร่วมสมัย (การผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก)

2.1.2 ลักษณะโดยรวมของปรัชญาอินเดีย (ปรัชญาอินเดียโบราณ)

ปรัชญาอินเดีย มีลักษณะทั้งทฤษฏี (อภิปรัชญา ญาณวิทยา) และภาคปฏิบัติ (จริยศาสตร์) ซึ่งควบคู่ไปด้วยกัน โดยมีพื้นฐานจากศาสนา (ยกเว้นลัทธิจารวาก) ปรัชญาอินเดียจึงมีลักษณะขยายความคำสอนของศาสนา โดยให้หลักเหตุผลเป็นเครื่องมือ จึงมีลักษณะเป็นปรัชญาศาสนา ในแบบปรัชญาชีวิต เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ จึงขอยกแนวคิดของ ศ. สุนทร ณ รังสี (2521) ที่เสนอลักษณะเด่นของปรัชญาอินเดีย (ไม่รวมจารวาก ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดพิเศษของปรัชญาอินเดีย) ดังนี้

ก. ปรัชญาอินเดียมีลักษณะเป็นปรัชญาชีวิต
เน้นความคิดในแบบที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ จึงไม่ใช่รู้เพื่อรู้ แต่รู้เพื่อเอาไปใช้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต

ข. ปรัชญาอินเดียมองชีวิตว่าเป็นทุกข์ แต่มีวิถีดับทุกข์
กล่าว คือ มองชีวิตว่ามีแต่ทุกข์ จึงพยายามนำเสนอวิถีดับทุกข์ มองว่าทุกข์นี้มีวิธีแก้ไขหรือพ้นทุกข์ได้ (ชีวิตเต็มด้วยทุกข์ แต่เราสามารถหลุดพ้นทุกข์ได้)

ค. ปรัชญาอินเดียเชื่อในกฎแห่งกรรม
ถือเป็นกฎสากลหรือกฎแห่งเหตุและผล ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดยต่างกันบ้างในเรื่องเกี่ยวกับการกระทำว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนไม่ดี

ง. ปรัชญาอินเดียสอนว่า อวิชชาหรือการรู้ผิด หลงผิด เป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาชีวิต
ปรัชญา อินเดียจึงเสนอวิถีมุ่งสู่การบรรลุโมกษะหรือการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง อันถือเป็นเป้าหมายชีวิต (แต่กระนั้นความคิดเรื่องอวิชชา มีแตกต่างกันบ้าง เช่น อวิชชาของปรัชญาลัทธิหนึ่ง อาจเป็นวิชชาของอีกสำนักหนึ่ง เป็นต้น)

จ. ปรัชญาอินเดียเน้นการบำเพ็ญพรต อันเป็นวิถีสู่การหลุดพ้น
ปรัชญา อินเดียสอนว่าการบำเพ็ญสมาธิและวิปัสสนา โดยมองสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง เป็นวิถีสู่การหลุดพ้นทุกข์ (โดยอาจต่างกันบ้างในแต่ละแนวคิด)

ฉ. ปรัชญาอินเดียสอนให้ควบคุมตนเอง
เห็น ว่าการควบคุมตนเองหรือควบคุมจิตใจไม่ปล่อยตามกิเลสตัณหา เป็นวิถีแห่งขจัดกิเลส เพื่อบรรลุโมกษะ (ภาวะแห่งการหมดทุกข์อย่างสิ้นเชิง)

ช. ปรัชญาอินเดียมองว่ามนุษย์สามารถไปสู่การหลุดพ้นได้
การหลุดพ้นหรือการบรรลุถึงโมกษะ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ อาศัยการบำเพ็ญเพียร โดยแต่ละระบบมีแนวของตนเอง

2.1.3 ลักษณะของปรัชญาอินเดียร่วมสมัยเมื่อเปรียบเทียบกับกับปรัชญาอินเดียโบราณ

ก. ความหมายของปรัชญาอินเดียร่วมสมัย
หลังสมัยสำนักปรัชญาต่าง ๆ แล้ว นักปรัชญาอินเดียก็ได้แต่จำของเก่า ไม่ได้คิดอะไรหรือ พัฒนาอะไรมากนัก จนกระทั่งนักปรัชญาอินเดียได้ติดต่อสัมพันธ์กับวัฒนธรรมตะวันตก (แนวปรัชญาตะวันตก) ทำให้นักปรัชญาอินเดียที่ได้ศึกษา ปรัชญาตะวันตก กลับมาทบทวนแนวคิดบรรพบุรุษของตน และปรารถนาที่จะรักษาอัตลักษณ์ของชาติตนไว้ จึงมีการพยายามศึกษาและเข้าใจปรัชญาอินเดียโบราณ ตามทรรศนะของปรัชญาตะวันตก และพยายามเสริม/ประยุกต์วิธีการทางปรัชญาตะวันตกให้เข้ากับ ปรัชญาอินเดียโบราณ โดยมี นักปรัชญาสำคัญ ๆ ได้แก่ มหาตมะ คานธี รพินทรนาถฐากูร เป็นต้น

ข. ลักษณะที่เหมือนและต่างกันของปรัชญาอินเดียโบราณ กับปรัชญาอินเดียร่วมสมัย
1) ลักษณะที่เหมือนกัน

1.1) ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย มีพื้นฐานจากปรัชญาอินเดียโบราณ และแบ่งกว้าง ๆ ได้สองแนวเหมือนปรัชญาอินเดียโบราณ

ลักษณะ ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย (สมัยใหม่) เป็นการนำแนวคิดของปรัชญาอินเดียโบราณ มาผสานกับแนวคิดทางศาสนาและปรัชญาตะวันตก แนวคิดจึงออกมาเป็นลักษณะแบบสังเคราะห์และบูรณาการความคิดระหว่างปรัชญา อินเดียโบราณกับปรัชญาตะวันตก ดังนั้น จึงแบ่งกว้าง ๆ ได้สองแนวคือ แนวที่ยอมรับสัจจะในคัมภีร์เดิม (พระเวทและอุปนิษัท) แต่จัดรูปแบบเสียใหม่ กับพวกที่ปฏิเสธหลักการเดิมที่เห็นว่าไม่ใช่สัจจะ (พูดง่าย ๆ คือ ยอมรับคัมภีร์เดิมกับปฏิเสธคัมภีร์)

1.2) ทั้งปรัชญาอินเดียร่วมสมัยและปรัชญาอินเดียโบราณ มีลักษณะเป็นปรัชญาชีวิต

กล่าว คือ มุ่งเจาะประเด็น ตอบปัญหาเกี่ยวกับชีวิต และเป็นแนวคิดที่มุ่งสู่การปฏิบัติได้จริงในชีวิต แนวความคิดจึงเป็นทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ

2) ลักษณะที่ต่างกัน

2.1) ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย ได้รับอิทธิพลจากปรัชญาตะวันตก ทั้งด้านบวก (การนำวิธีการของปรัชญาตะวันตกมาใช้) และลบ (การปฏิเสธแนวทางของปรัชญาตะวันตก เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของปรัชญาอินเดียโบราณ) ในเชิงบูรณาการและสังเคราะห์ความคิด

กล่าวคือ ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยได้รับอิทธิพลจากปรัชญาตะวันตก ด้านบวกในความหมายของการนำแนวคิด/วิธีการใหม่ ๆ ของปรัชญาตะวันตกมาประยุกต์ใช้ ส่วนด้านลบเป็นเรื่องของการปฏิเสธหรือต่อต้านแนวคิดตะวันตกที่ขัดแย้งกับแนว คิดอินเดีย แนวคิดของปรัชญาอินเดียร่วมสมัยจึงเป็นแบบบูรณาการและสังเคาระห์ความคิด โดยผสานกับแนวคิดทางตะวันตก ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณมีลักษณะเป็นปรัชญาอินเดียบริสุทธิ์ ในความหมายที่ว่าไม่มีความคิดจากตะวันตกมาเกี่ยวข้องด้วย

2.2) ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมีลักษณะสัจนิยมและจิตนิยม ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณมีแนวคิดแบบปฏิเสธโลกและพรตนิยม

ปรัชญาอินเดียร่วมสมัย ยอมรับโลกที่ปรากฏเป็นจริง (สัจนิยม) และยอมรับว่าโลกไม่ใช่แค่วัตถุ แต่ยังเป็นจิตด้วย (จิตนิยม) ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณ มีแนวคิดว่าโลกเป็นเพียงมายา (ไม่ใช่ของจริง ปฏิเสธโลก) และพยายามบำเพ็ญตน (พรตนิยม) เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น (ออกจากโลก)

2.3) ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมีทรรศนะแบบสากลนิยมและจิตนิยม
ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมองสิ่งต่าง ๆ แบบสากล กล่าวคือ มองสิ่งต่าง ๆ ว่าดำเนินไปด้วยกัน (พัฒนาตนร่วมกับพัฒนาสรรพสิ่ง) นอกจากนี้ยังมีแนวคิดแบบจิตนิยม คือ เห็นว่าจิตเท่านั้นเป็นจริง สิ่งอื่นไม่มีจริง สิ่งต่าง ๆ มีลักษณะอันแท้จริงเป็นจิตอย่างเดียวกับอาตมันในมนุษย์ ซึ่งต่างจากปรัชญาอินเดียโบราณ ที่เน้นในลักษณะปัจเจก (มองเฉพาะสิ่งเฉพาะ) เห็นว่าทุกสิ่งไม่เกี่ยวข้องกัน ต่างคนต่างมีวิถีและศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองได้

2.4) ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยเน้นประนีประนอมระหว่างเทวนิยมกับสัมบูรณนิยม
แนวคิดปรัชญาอินเดียโบราณ มีทั้งแนวคิดแบบเทวนิยม (พระเจ้า/ความเป็นจริงสูงสุดทรงสร้างโลกและสรรพสิ่ง พระเจ้า (ความเป็นจริงสูงสุด) กับโลก/สรรพสิ่งจึงแตกต่างกัน) และแนวคิดแบบสัมบูรณนิยม (สอนว่าโลกกับพระเจ้า/ความเป็นจริงสูงสุดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ในภาวะแห่งการหมดสิ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง) ถือเป็นสองแนวที่ต่างกันสิ้นเชิง ในขณะที่ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยได้พยายามประสานความคิดของทั้งสองแนว โดยสอนให้ยอมรับพระเจ้า (ความเป็นจริงสูงสุด) ซึ่งเป็นทั้งไม่มีตัวตนและมีตัวตน พระเจ้า (ความเป็นจริงสูงสุด) เป็นทั้งอยู่ในโลกและมีลักษณะอยู่พ้นขอบเขตแห่งโลก

2.5) ความคิดเรื่องเอกนิยมในสสารกับจิต
ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมีลักษณะเป็นเอกเทวนิยมและเอกนิยม ซึ่งสามารถขจัดความคิดแบบทวินิยม (จิตและสสารมีอยู่ และเป็นอิสระต่อกัน) โดยสอนว่าความจริงมีหนึ่งเดียว แต่มีความแตกต่างตามลำดับของพัฒนาการ จึงเป็นแนวคิดในแบบเอกภาพในความหลากหลาย ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณสอนว่าความจริงเป็นหนึ่งเดียว สิ่งอื่นเป็นเพียงมายา

2.6) ความคิดเรื่องอาตมันกับเทวภาพ
ปรัชญาอินเดียวร่วมสมัยสอนว่าอาตมัน (Atman, Self) มีลักษณะเป็นพลวัต (มีพัฒนาการ) อาตมันในปัจเจกบุคคลมุ่งพัฒนาตนไปสู่สภาวะแห่งเทวภาพ (พรหม) ได้ ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณคิดว่าอาตมันมีลักษณะตายตัว

2.7) ทฤษฏีวิวัฒนาการ
ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมีแนวคิดแบบวิวัฒนาการ มองมนุษย์ในแบบมีวิวัฒนาการ ถือว่าวิวัฒนาการสูงสุดของโลกคือ อภิมนุษย์ ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณ ไม่ได้มีแนวคิดดังกล่าว

2.8) ความคิดเรื่องโมกษะ
ปรัชญาอินเดียโบราณมองว่าโมกษะคือ การหลุดพ้น สิ้นสุดการเกิดใหม่และเป็นนิรันดร์ ในขณะที่ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยคิดว่าโมกษะคือการเกิดใหม่ของวิญญาณหรือ อาตมัน โมกษะจึงหมายถึงการเกิดใหม่ สู่อภิมนุษย์ อันถือเป็นพัฒนาการสูงสุดของจิต

2.9) ทรรศนะต่อศาสนา
ปรัชญาอินเดียโบราณมีบ่อเกิดจากศาสนา (นำความเชื่อมาอธิบาย) ปรัชญากับศาสนาจึงไปด้วยกันในแบบแนวคิดนั้น ศาสนานั้น (ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง) ในขณะที่ปรัชญาอินเดียร่วมสมัยมองในแบบศาสนาสากล มองว่าทุกศาสนาเหมือนกัน แต่ต่างกันในรายละเอียด

2.10) แนวโน้มทางมนุษยนิยม
ปรัชญาอิน เดียวร่วมสมัยเน้นมองคุณค่าชีวิตมนุษย์มากกว่าสิ่งเหนือธรรมชาติ เน้นปัญหาของมนุษย์ในโลก ในขณะที่ปรัชญาอินเดียโบราณเน้นความคิดที่มุ่งสู่สิ่งเหนือธรรมชาติ

2.1.4 สรุปปรัชญาอินเดีย
ปรัชญา อินเดีย จึงมีลักษณะทั้งทฤษฏี (อภิปรัชญา ญาณวิทยา) และภาคปฏิบัติ (จริยศาสตร์) ซึ่งไปด้วยกัน โดยมีพื้นฐานจากศาสนา (ยกเว้นจารวาก) ปรัชญาอินเดียจึงมีลักษณะขยายความคำสอนของศาสนา โดยให้หลักเหตุผลเป็นเครื่องมือ จึงมีลักษณะเป็นปรัชญาศาสนา ในแบบปรัชญาชีวิต

2.2 ปรัชญาจีน

2.2.1 ลักษณะทั่ว ๆ ไปของปรัชญาจีน

ปรัชญา จีนมีลักษณะเป็นปรัชญาชีวิต โดยอาศัยความเชื่อถือที่ผ่านมาในอดีตเป็นรากฐาน จึงไม่สนใจแสวงหาปฐมธาตุหรือการหลุดพ้น จึงมีลักษณะต่างจากปรัชญาตะวันตกและปรัชญาอินเดีย แต่ปรัชญาจีนให้ความสำคัญแก่มนุษย์ด้วยกัน ทำอย่างไรจึงเป็นคนดี มีความสุข ทำอย่างไรสังคม ประเทศและโลกจะมีความสงบสุข โดยอาจสรุปลักษณะทั่วไปของปรัชญาจีน ได้ดังนี้ (ฟื้น ดอกบัว, 2532)

ก. วิธีการและทัศนคติของปรัชญาจีน คือ เน้นหลักปฏิบัติและความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

1) มีทัศนะที่มองมนุษย์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของโลกและจักรวาล ทุกชีวิตมีความสัมพันธ์กันและต้องพึ่งพิงธรรมชาติ

2) เน้นหลักปฏิบัติด้วยการฝึกฝนตนเอง เพื่อเข้าใจปัญหาทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

3) มองสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่ในแบบขัดแย้ง แต่มองถึงความกลมกลืนประสานสืบเนื่องของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายในโลก จึงมีลักษณะเป็นปรัชญาแห่งเอกภาพของสวรรค์และมนุษย์

ข. เนื้อหาและเป้าหมายของปรัชญาจีน คือ เน้นชีวิตในโลกปัจจุบัน

1) เนื้อหาปรัชญาจีนมีลักษณะใกล้ชิดกับจริยศาสตร์ การเมือง วรรณคดีและศิลปะ

2) เป็นปรัชญาในลักษณะเชิงปฏิบัติ มุ่งนำไปใช้เพื่อการดำรงชีวิตในสังคม ไม่มีความรู้สึกรุนแรงในแง่ศาสนา เพราะเน้นที่การปฏิบัติหรือฝึกฝนตนเอง

3) เป็นปรัชญาที่ให้ความสำคัญต่อความรักเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หลักคำสอนจึงเน้นที่การทำหน้าที่เป็นพลเมืองที่ดี มุ่งสู่ความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ไม่ใช่มุ่งสู่ชีวิตในโลกหน้าหรือไม่ได้มุ่งสู่การหลุดพ้นเป็นหลัก ดังนั้นเนื้อหาปรัชญาจึงเน้นเรื่องจริยศาสตร์มากกว่าเพิ่มพูนความรู้แก่สติ ปัญญา

4) มีเนื้อหาที่เน้นหลักศีลธรรม อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบัน

5) ต่อมาเมื่อแนวคิดพัฒนาขึ้นเป็นความเชื่อศรัทธา จึงได้รับการยอมรับเป็นศาสนาในที่สุด ได้แก่ศาสนาเต๋าและศาสนาขงจื้อ

ค. ทัศนะด้านความรู้ (ญาณวิทยา) มุ่งรู้เพื่อเอาไปใช้ในชีวิตปัจจุบัน

ปรัชญา จีนถือว่าความรู้เป็นเครื่องมือ/อุปกรณ์สู่อุดมคติอันสูงส่ง ที่สามารถปฏิบัติได้จริงในชีวิตปัจจุบัน ดังนั้นจึงเน้นความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง อันเกิดประโยชน์แก่ชีวิตปัจจุบัน

ง. ไม่มีการแยกแบบแบ่งย่อย แต่มีลักษณะผสานกลมกลืนแบบองค์
รวม
1) ไม่มีการแยกเป็นระบบหรือสาขาวิชาย่อยในปรัชญาจีน

2) แนวคิด/ปรัชญาจีนมีลักษณะที่ผสานกลมกลืน ไม่สามารถแยกกันได้ ทั้งเรื่องอภิปรัชญา ญาณวิทยา ตรรกวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ฯลฯ

จ. ปรัชญาจีนเป็นลักษณะของการผสานระหว่างจิตนิยมกับสัจนิยม

1) ปรัชญาจีนเป็นการผสมผสานระหว่างอุดมคติ (จิตนิยม) กับความเป็นจริง (สัจนิยม)

2) การผสมผสานกันนี้ส่วนใหญ่เนื่องมาจากการปะทะกันของระบบปรัชญาสำคัญสองระบบ คือ ปรัชญาเต๋า (เน้นอุดมคติ) กับปรัชญาขงจื้อ (เน้นภราดรภาพของมนุษย์ในโลกปัจจุบัน)

ลักษณะปรัชญาจีน มุ่งแสวงหาสัจจะในชีวิตจริง มุ่งการแก้ปัญหา/ตอบปัญหาชีวิตประจำวัน เพื่อความสงบสุขของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน มนุษย์เป็นศูนย์กลางของปรัชญาจีน โดยมุ่งสอนให้เป็นคนดี มีความรู้และบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมตลอดทั้งโลก เน้นความรู้ที่นำไปปฏิบัติได้เพื่อทำให้เป็นคนดีมีคุณธรรม เราจึงกล่าวได้ว่าปรัชญาจีน มีลักษณะเป็นมนุษยนิยม โดยมุ่งตอบปัญหาที่ว่าทำอย่างไรมากกว่าจะตอบว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น

2.2.2 แนวคิดปรัชญาจีนที่สำคัญ

คือ เหลาจื้อ หรือ เล่าจื้อ (Lao Tze, ราวศตวรรตที่ 5 ก่อน ค.ศ.) กับขงจื้อ (Confucius, ราวปี 551 – 478 ก่อน ค.ศ.) กล่าวคือ

ก. เหลาจื้อ (ปรัชญาเต๋า)
สรุปแนวความคิดได้ดังนี้

1) แนวคิดเป็นลักษณะจิตนิยม สอนว่าความจริงแท้คือ เต๋า” (นามสมมุติ) อันเป็นธรรมชาติที่อยู่เหนือการสมมุติ มีอยู่เอง เป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งและพิสูจน์ไม่ได้ด้วยผัสสะ (ประสบการณ์ระดับประสาทสัมผัส) คำสอนเรื่องเต๋า มีบรรจุในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง (Tao Te Ching) ซึงเชื่อว่าเหลาจื้อ/เล่าจื้อ เป็นผู้นิพนธ์ไว้

2) มนุษย์สามารถเข้าถึง เต๋าได้ อาศัยจิตที่สงบ

3) ธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์ดีอยู่แล้ว แต่มนุษย์ถูกความอยากเข้าครอบงำ ทำให้ตกอยู่ในอำนาจกิเลสตัณหา จึงทำให้หันหลังไปจากเต๋า มุ่งแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มาตอบสนองความอยากของตน ผลที่ตามมาคือ ทำให้มนุษย์มีความทุกข์

4) มนุษย์จึงควรกลับเข้าหา เต๋ามุ่งสู่ธรรม สละทางโลก มุ่งสู่ความสงบ ดำรงชีวิตเรียบง่าย

5) การกลับคืนสู่เต๋า คือ การดำเนินชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ เรียบง่าย หยุดสร้างวัฒนธรรมและอารยธรรมต่าง ๆ ให้หมดสิ้น

6) แนวคิดทางการเมือง คือ การปล่อยให้ประชาชนอยู่อย่างมีอิสรภาพ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ความเดือดร้อนของสังคมเป็นผลจากการศึกษาและการเข้าไปก้าวก่ายของรัฐในการ เข้าไปปกครองประชาชน รัฐในอุดมคติคือ รัฐที่มีเต๋า มุ่งความสงบเป็นที่ตั้ง ไม่รุกรานใคร

ข. ขงจื้อ (ปรัชญาขงจื้อ)

สรุปลักษณะแนวคิดปรัชญาขงจื้อได้ดังนี้

1) ไม่ค่อยพูดถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่เน้นโลกปัจจุบัน มุ่งสู่ความสงบสุขของโลก มุ่งคุณธรรมเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

2) เป็นปรัชญาปัจเจกชน กล่าวคือ เน้นทำตัวให้ดีก่อนอาศัยการศึกษาเล่าเรียนและยึดมั่นในจารีตวัฒนธรรมของบรรพบุรุษ แล้วสังคมจะดีเอง

3) ปรัชญาสังคมการเมือง เน้นให้แต่ละคนทำหน้าที่ของตนอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลต้องช่วยทำประโยชน์ให้ประชาชน (รัฐควรเข้ามาจัดระบบ)

4) เน้นให้สนับสนุนให้ตั้งระบบครอบครัวและนับถือวงศาคณาญาติ

5) มองธรรมชาติของมนุษย์ว่าดีงาม แต่เพราะมนุษย์หลงลืมไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีและคุณธรรมที่ดี ทำให้มนุษย์เดือดร้อน แต่ความเลวร้ายจะหมดไปถ้ามนุษย์ยึดมั่นตามจารีตประเพณีและคุณธรรมตามเดิม

นอก จากนี้มีแนวคิดของนักปรัชญาอื่น ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ เม่งจื้อ (Maeng Tzu, ราวปี 389 – 305 ก่อน ค.ศ.) จังจื้อ (Chuang Tzu, ราวปี 399 – 295 ก่อน ค.ศ.) ม่อจื้อ (หรือบัคจื้อ) (Mo Tzu, ราวปี 381 ก่อน ค.ศ.) ฯลฯ แต่ก็มีพื้นฐานอยู่บนการอธิบายแนวคิดของปรัชญาเต๋า หรือปรัชญาขงจื้อ แล้วแต่ว่านักปรัชญาแต่ละท่านจะเห็นด้วยกับแนวคิดของใคร (ระหว่างเต๋า กับ ขงจื้อ) หรืออาจประสานระหว่างแนวคิดทั้งสองเข้าด้วยกัน รวมทั้งการประสานแนวคิดกับปรัชญาตะวันตก (ด้านการเมือง) เพื่อจัดระบบการปกครอง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากแนวคิดของเหมา เจ๋อ ตุง ที่ปฏิรูประบบการเมือง การปกครองของจีน ส่งผลยังสมัยปัจจุบัน

2.3 เปรียบเทียบปรัชญาอินเดียกับปรัชญาจีน

2.3.1 ลักษณะที่เหมือนกัน
ก. ลักษณะทั่วไป : เป็นปรัชญาชีวิต
ทั้ง ปรัชญาอินเดียและจีน ไม่ค่อยสนใจที่มาที่ไปของสรรพสิ่ง แต่มีลักษณะเป็นปรัชญาชีวิต หรือเป็นมนุษยนิยม กล่าวคือเน้นแนวคิดที่นำไปใช้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อมุ่งสู่อุดมคติที่ดี

ข. ด้านพื้นฐานความคิด : มีพื้นฐานความคิดในแบบ วิญญาณนิยม
บ่อ เกิดอันเป็นพื้นฐานความเชื่อของปรัชญาอินเดียและจีน มีลักษณะคล้ายกัน คือ มีพื้นฐานความเชื่อแบบวิญญาณนิยม คือเชื่อว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดจากวิญญาณ/เทพที่ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ ควบคุมทุกสิ่ง ให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ได้ โดยเทพเจ้ามีลักษณะเป็นพหุเทวนิยม (Polytheism, เทพหลายองค์ มีระดับความศักดิ์สิทธิ์/อำนาจต่างกัน) มนุษย์ต้องสวามิภักดิ์ต่อเทพเจ้า เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตน

ค. ด้านจริยศาสตร์ : เน้นเรื่องจริยศาสตร์ ความเป็นเอกภาพท่ามกลางสรรพสิ่ง
ทั้ง ปรัชญาอินเดียและจีน เน้นเรื่องจริยศาสตร์ เป็นจริยศาสตร์ที่เป็นไปเพื่อความสงบสุขของตนเองและสังคมโลก เน้นให้อยู่ร่วมกันในสังคมและธรรมชาติอย่างกลมกลืน เป็นเอกภาพ ถือว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มนุษย์จึงต้องอยู่ในธรรมชาติอย่างกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียว เป็นมิตรกับธรรมชาติรอบตัว

ง. ทรรศนะด้านความรู้ : เน้นความรู้ในฐานะเป็นเครื่องมือ/อุปกรณ์
ทั้ง ปรัชญาอินเดียและจีน เน้นความรู้เพื่อทำให้ชีวิตตนดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่รู้เพื่อรู้ แต่รู้เพื่อเป็นเครื่องมือสู่การมีอนาคตที่ดีในชีวิตนี้/ชีวิตหน้า เน้นความรู้เพื่อทำให้คนเป็นคนดี เป็นนักปกครองที่ดี เป็นต้น

2.3.1 ลักษณะที่ต่างกันของปรัชญาอินเดียกับปรัชญาจีน

ก. เนื้อหาปรัชญา ปรัชญาจีนเป็นปรัชญาชีวิตเชิงมนุษนิยมเชิงจริยศาสตร์ ส่วนปรัชญาอินเดียเป็นปรัชญาชีวิตแนวจิตนิยม

กล่าว คือ ปรัชญาจีนส่วนใหญ่จะเป็นแนวเกี่ยวกับชีวิตในปัจจุบัน (ชีวิตในชาตินี้) ปรัชญาจีนจึงออกมาในรูปของหลักการดำเนินชีวิตที่จะได้รับประโยชน์สุขใน ปัจจุบัน ให้ความสำคัญต่อสังคมมนุษย์และมุ่งแก้ปัญหาชีวิตและสังคมปัจจุบัน ในขณะที่ปรัชญาอินเดียส่วนใหญ่เป็นแนวจิตนิยม ซึ่งมุ่งประโยชน์ในชีวิตหน้า

ข. จุดมุ่งหมายของปรัชญา ปรัชญาจีนมุ่งชีวิตนี้ ปรัชญาอินเดียมุ่งชีวิตหน้า
ปรัชญาจีนมีจุดหมายเพื่อสร้างสังคมให้เป็นสุข มีเป้าหมายที่ชีวิตในโลกนี้ ในขณะที่ปรัชญาอินเดียมุ่งรู้เพื่อการหลุดพ้น เป็นหลัก

ค. แนวความคิดเรื่องการเคารพ/บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ปรัชญา จีนที่สอนให้เคารพบูชาวิญญาณ (สิ่งศักดิ์สิทธิ์) เป็นการสอนที่เน้นเรื่องความกตัญญูรู้คุณเป็นหลัก โดยไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ในโลกหน้าหรือเพื่อการหลุดพ้น ส่วนปรัชญาอินเดียที่มีการสอนให้เคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีจุดหมายเพื่อขอพรเพื่อบรรลุโฆกษะ เป็นต้น

แหล่งที่มา: http://franciswut01.blogspot.com/

 
About these ads

Gửi phản hồi

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Thay đổi )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Thay đổi )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Thay đổi )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Thay đổi )

Connecting to %s


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: